การคิด Licensing ของ SQL Server 2016

0
5306

SQL Server 2016 License ในปัจจุบันจะมีการแบ่งออกเป็น 2 รุ่นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งที่เป็นระดับองค์กรไปจนถึงผู้ใช้แบบรายบุคคล โดยแบ่งตามลักษณะการทำงาน ประสิทธิภาพการทำงาน และในเรื่องของราคาด้วย

  1. Standard Editionเหมาะสำหรับการจัดการข้อมูลพื้นฐานทั่วไป โดยมีความสามารถในกาวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผล
  2. Enterprise Editionเหมาะสำหรับงานภายในองค์กร ที่ต้องการบริหารคลังข้อมูลขนาดใหญ่และมีความสำคัญของข้อมูลสูง

ทีนี้เราลองมาดูฟีเจอร์และความสามารถในแต่ละ Edition กันหน่อยครับ

อันที่จริงแล้วยังมี SQL Server 2016 รุ่นพิเศษอื่นๆ ที่นอกเหนือจากรุ่น Standard Edition และ Enterprise เช่น Developer Edition ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกมาสำหรับนักพัฒนาได้ทำการทดลองใช้ แต่ไม่ใช่เพื่อการนำมาใช้ในเชิงธุรกิจ หรืออย่าง Express Edition ที่ทาง Microsoft เองก็เปิดให้ดาวน์โหลดได้อย่างอิสระ แต่แน่นอนว่า Edition เหล่านี้ก็ถูกจำกัดในเรื่องต่างๆเช่น การจำกัด CPU Socket, CPU Core, Memery, Database Size เป็นต้น ลองมาดูว่า SQL Server 2016 แต่ละรุ่นมีข้อจำกัดในเรื่องใดบ้าง

 การเลือกซื้อ SQL Server 2016 License 

Microsoft ได้มีการกำหนดวิธีการคิด License เป็น 2 โมเดลหลักๆ การคิด License ตามจำนวน CPU Core (Core-Based Licensing หรือ Per Core) และการคิด License ตาม Server และ CAL (Server+CAL Licensing) ภาพด้านล่างเป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคิด License แบบ Per Core และ Server+CAL โดยจะมีข้อสังเกตุได้ว่า SQL Server 2016 Enterprise Edition ไม่จำหน่ายแบบ Server+CAL License ครับ

ซึ่งข้อแต่ก่อนจะไปรู้จักรายละเอียดของแต่ละ License แต่ละประเภท เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและคำนิยามที่จำเป็นเหล่านี้เพื่อให้เข้าใจการคิดคำนวน License ได้ตรงกันครับ


Physical Server: คือ เครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆ ที่อาศัยการทำงานของซอร์ฟแวร์เพื่อใช้ในการบริหารจัดมัน

Physical Processor: คือ CPU หรือ ชิปประมวลผลที่ถูกติดตั้งอยู่ใน Socket ของเมนบอร์ด ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลางของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หากเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์ CPU ก็เปรียบเหมือนสมองที่ทำหน้าที่ในการคิดประมวลผลนั่นเอง และใน CPU หนึ่งชิปเองก็อาจจะประกอบด้วยหลาย Core ได้เช่นกัน

Physical Core: แกนประมวลผลขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งอยู่ในแต่ละ CPU หรือ ชิปประมวลผลนั่นเอง จำนวนของแกนประมวลผลบ่งบอกถึงความสามารถในการทำงานที่สูงขึ้น เนื่องจากแต่แกนช่วยกันทำหน้าที่ในการประมวลผลกันในเวลาเดียวกัน ทำให้สามารถรองรับ Workload ที่สูงขึ้นได้เ เช่น Single Core (1 Core), Dual Core (2 Cores), Quad Core (4 Cores), Six Cores (6 Cores) เป็นต้น

1) Core-Based Licensing หรือ Per Core (การคิด License ตามจำนวน CPU Core)

License แบบ Per Core นั้นจะสามารถใช้งานได้ทั้งกับ Enterprise Edition และ Standard Edition โดยจะนับจากจำนวน CPU Core ของแต่ละเซิร์ฟเวอร์ (Physical Server) ที่มีการใช้งานซอร์ฟแวร์ SQL Server 2016 อยู่จริง ยกตัวอย่างเช่น Standard Edition License ที่มีการจำกัดจำนวน CPU Cores ไว้สูงสุดไม่เกิน 24 Cores ซึ่งการคิด License แบบนี้จะแตกต่างกับการคิด License แบบ Server+CAL คือจะไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน (Users) หรือจำนวนอุปกรณ์ (Device) ที่เข้าใช้งาน SQL Server ทั้งจากข้างนอกและภายใน Firewall ขององค์กร ข้อดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อ CAL License เพิ่มเติมอีก 

ข้อสังเกตุอีกอย่างของ Core-Based Licensing คือจะถูกกำหนดจำนวน Core License ขั้นต่ำที่ต้องซื้อไว้ที่ 4 Licenses ต่อ 1 Physical CPU ด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากเซิร์ฟเวอร์ของคุณมี 2 Processor Cores ใน 1 CPU คุณก็ยังจำเป็นที่จะซื้อ License ขึ้นต่ำที่ 4 Core Licenses อยู่ดี

ดังนั้นวิธีการคำนวนแบบง่ายๆ ในการซื้อ License แบบ Per Core คือ

Step 1: ให้นับจำนวน Physical Core ทั้งหมดใน Server (ที่รัน SQL Server)

Step 2: ซื้อตามจำนวน Physical Core (ปกติแล้ว Core-Based License จะจำหน่ายเป็นแพค แพคละ 2 Cores License) โดยนำจำนวน Physical Core ทั้งหมดมาหารด้วย 2 หาคิดจำนวน License ที่ต้องซื้อจริง

 2) Server+CAL Licensing (การคิด License ตาม Server และ CAL)

Microsoft เปิดโอกาสให้องค์กรขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่มีจำนวนผู้ใช้งาน (Client) ไม่สูงมากนักได้มีทางเลือกใช้ SQL Software ในราคาที่สมเหตุสมผล ดังนั้น การคิด License ตามจำนวน Server+CAL นั้นจะถูกกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะ Standard Edition เท่านั้น

หลักการคือลูกค้าจะต้องซื้อ SQL License สำหรับแต่ละเซิร์ฟเวอร์ก่อน และซื้อ SQL Server CAL เพิ่มเติม โดย CAL License (Client Access License) เองก็จะแบ่งเป็นแบบ User CAL (คิดตามจำนวนผู้ใช้งานจริงที่เชื่อมต่อเข้ามาใช้งาน) และแบบ Device CAL (คิดตามจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาใช้งาน) ซึ่งจริงๆแล้ว CAL นั้นไม่ใช่ซอร์ฟแวร์ แต่เป็นเหมือนกันใบอนุญาติให้กับผู้ใช้หรืออุปกรณ์ได้เข้าถึง SQL ซอร์ฟแวร์ได้

ข้อสังเกตุคือ ลูกค้าสามารถใช้ SQL Server 1 License ต่อ 1 Server เท่านั้นและ SQL Server CAL จะต้องเป็นเวอร์ชั่นเดียวกันกับ SQL Server ซอร์ฟแวร์หรือใหม่กว่าเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หากเราใช้ SQL Server 2016 ซอร์ฟแวร์ เราจำเป็นต้องมี SQL Server CAL เวอร์ชั่น 2016 เท่านั้น

การคิด License SQL Server 2016 ที่อยู่บน VMs

Microsoft SQL Server ได้ขยายตลาดไปอยู่บน Virtualized Environment ซึ่งต้องยอมรับว่าสามารถทำได้เสถียรในระดับนึงแล้วด้วย และแน่นอน Microsoft เองก็ให้ทางเลือกในการคิด License สำหรับผู้ที่ใช้งานในรูปแบบ Virtualized Environment มา 2 วิธีหลักๆ นั่นคือ

1) Licensing Individual Virtual Machines

ลักษณะการคิดแบบ License Individual VMs ก็แบ่งย่อยออกได้อีก 2 แบบ ซึ่งใช้หลักการเดียวกันกับการคิด License แบบ Physical OSEs (Operating System Environment) เพียงแค่เรามองภาพจาก Physical Core เป็น Virtual Core เท่านั้น

1.1) การคิด Licensing Individual Virtual Machines แบบ Per Core

วิธีนี้จะคล้ายๆ กับการคิด License แบบ Per Core ในแบบ Physical OSEs นั่นคือ Virtual Core หรือ V-Cores ทั้งหมดบน VMs ที่ทำหน้าที่รันระบบ SQL อยู่นั้น จะต้องนำมาคิดคำนวน License ด้วย

ดังนั้น การคิด License แบบ Individual VMs นั้น ลูกค้าจะต้องซื้อ Core License ให้กับ V-Core แต่ละตัว (หรืออาจจะเรียกว่า Virtual Processor, Virtual CPU, Virtual Thread) ที่มีการจัดสรรให้กับ VMs โดยมีการกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 4 Core Licenses ต่อ 1 VM

ข้อพึงระวังก็คือการคิด License แบบ Individual VMs นี้จะใช้ได้แค่กับ SQL Server 2016 แบบ Standard Edition ที่รันอยู่บน VMs โดยมีเงื่อนไขการใช้บริการแบบ Per Core โมเดลเท่านั้น จากตัวอย่างในภาพจะเห็นว่าทุกๆ VM จะถูกกำหนดให้ซื้อ SQL Core License ขั้นต่ำที่ 4 Core Licesens ต่อ 1 VM และหากว่าจำนวน V-Core มีมากกว่า 4 V-Cores ขึ้นไป ก็ให้ซื้อตามจำนวน  V-Core มีอยู่อยู่จริง

1.2) การคิด Licensing Individual Virtual Machines แบบ Server+CAL

ลักษณะเดียวกันกับ Server+CAL ของทางฝั่ง Physical OSEs คือ ลูกค้าจะต้องซื้อ SQL Server License ให้กับ VM แต่ละตัวที่รัน SQL Server Software โดยไม่สนใจจำนวน Virtual CPUs หรือ Virtual Cores ที่จัดสรรไว้ให้กับ VM 

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ต้องการซื้อ SQL Standard License ให้กับ 6 VMs ที่ทำหน้าที่รัน SQL Server อยู่ โดยในแต่ละ VM มีการแบ่งย่อยออกไปอีก 4 V-Core ลูกค้าก็ยังต้องซื้อ SQL Server 2016 Standard License ทั้งหมด 6 Licenses อยู่ดี ส่วนหลักการในการซื้อ CAL Licenses นั้นก็ยังคงรูปแบบเดิม


2) Licensing for Maximum Virtualization

เป็นรูปแบบการคิด License สำหรับ SQL Server 2016 Enterprise Edition โดยลูกค้าที่มี License สำหรับ Physical Cores ทั้งหมดบน Server สามารถที่จะใช้งานทั้งในฝั่งของ Physical OSEs และฝั่งของ Virutal OSEs ได้ตามจำนวน Core License ที่ถูกกำหนดให้สำหรับ Server นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้ามี Server ที่มี 4 CPUs และในแต่ละ CPUs ก็มีอีก 4 Cores (รวมทั้งสิ้น 16 Cores) หากลูกค้าซื้อ Core License แบบเต็มจำนวน 16 Cores แล้ว ก็จะสามารถรัน SQL ได้มากสุดถึง 16 VMs โดยไม่สนใจจำนวนของ V-Core ที่จัดสรรให้ในแต่ละ VM แล้ว

ซึ่งปกติ หากไม่เข้าเงื่อนไข License for Maximum Virtualization ก็จะยังอยู่ใน Concept ของการคิดแบบ Per Core ที่มีการกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 4 Core Licenses ต่อ 1 VM นั่นเอง ข้อดีก็คือ ลูกค้าสามารถที่จะรัน SQL Server บน VM ได้มากขึ้น

#Onestopware
www.onestopware.com
เราขาย Server และ Software ที่ให้คุณมากกว่าคำว่าถูก

ทิ้งคำตอบไว้