วิธีการเลือกซื้อ Microsoft License ฉบับเจาะลึกทุกประเภท !!

0
1788

สำหรับลูกค้าที่กำลังมองหา License ของ Microsoft  แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อแบบไหนดี เพราะ Microsoft เองก็มีรูปแบบ License มาให้เราเลือกซื้อเยอะแยะเหลือเกิน วันนี้ Onestopware จะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดแต่ละประเภทให้คุณได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และ เลือกซื้อได้เหมาะสมกับองค์กรหรือวัตถุประสงค์การใช้งานมากที่สุดครับ

1)       Full Package Product (FPP)

เป็นประเภทสินค้าที่จำหน่ายแบบกล่องครับ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าไอทีทั่วไป ลิขสิทธิ์ประเภทนี้ เหมาะสำหรับใช้งานส่วนบุคคล หรือ องค์กรที่มีขนาดเล็กมาก คือใช้ซอฟต์แวร์ไม่เกิน 5 ลิขสิทธิ์นั่นเอง ภายในกล่องสินค้าจะประกอบด้วย คู่มือการใช้งาน, ใบรับรองสินค้าของแท้ซึ่งจะติดอยู่ข้างกล่อง, ใบอนุญาติการใช้งาน, Product Key, และ CD-ROM หรือ USB ที่ใช้ในการติดตั้ง (สำหรับเวอร์ชั่นใหม่ๆ ก็ทำออกมาให้สะดวกมากยิ่งขึ้นโดยมาพร้อมกับ USB 3.0 ที่ใช้ในการติดตั้ง ข้อดีคือคอมพิวเตอร์ที่ไม่มี CD/DVD Drive ก็สามารถติดตั้งได้ง่ายด้วย) แน่นอนว่าเราจะต้องเก็บชุดผลิตภัณฑ์ไว้ด้วยเพื่อเป็นการยืนยันลิขสิทธิ์ อีกหนึ่งข้อดีของสินค้าประเภทนี้คือสามารถโอนย้ายลิขสิทธิ์ข้ามเครื่องได้ด้วย

2)       Volume License (VL)

กลุ่มสินค้าประเภทนี้ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เพราะว่าเนื่องจากจะซื้อได้ในราคาประหยัดและลดต้นทุนให้กับองค์กรแล้วยังไม่ต้องลำบากเอากล่องผลิตภัณฑ์มาเก็บไว้ให้เมื่อยตุ้มอีก เพียงแค่เก็บเอกสารหมายเลขสิทธิ์การใช้ที่ได้หลังจากซื้อไว้เพื่อยืนยันก็พอ สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าประเภทนี้ ก็สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ Microsoft ได้เลยครับ สำหรับ Volume License ก็ยังแบ่งออกเป็นอีก 4 ประเภทย่อยๆได้ดังนี้ครับ

2.1) Open License

Open License เป็นการซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยจะต้องซื้อขั้นต่ำ 5 ลิขสิทธิ์ในการสั่งซื้อครั้งแรก (โดยไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์เดียวกันทั้ง 5 ประเภทก็ได้ เช่น Windows Server 1 ลิขสิทธิ์รวมกับ Windows Server CAL อีก 4 ลิขสิทธิ์ เป็นต้น) ลูกค้าสามารถจัดซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดจำนวนในครั้งต่อไปได้ ตลอดระยะช่วงเวลา 2 ปี สินค้าประเภท Open License เองแบ่งได้ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ Open Business, Open Volume และ Open Value

 2.1.1) Open Business

เหมาะสำหรับองค์กรทั่วไปที่ต้องการซื้อสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์จำนวน 5 ลิขสิทธิ์ขึ้นไป โดยจะได้รับส่วนลด(ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ซื้อ) ประมาณ 3 – 27% และยังสามารถซื้อสิทธิ์เพิ่มเติมได้ภายใต้สัญญาเดืมเมื่อใดก็ได้ ตลอดระยะเวลา 2 ปีของอายุสัญญา

2.1.2) Open Volume

เหมาะกับองค์กรที่ต้องการซื้อสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ในปริมาณมากๆ เนื่องจากจะทำให้ประหยัดกว่าแบบ Open Business ข้อแตกต่างคือ การซื้อลักษณะนี้ ลูกค้าจะต้องซื้อขั้นต่ำที่ 500 คะแนนในกลุ่มเดียวกัน โดย Microsoft จะกำหนดระดับราคาที่ผู้ซื้อจะได้รับตามจำนวนคะแนนของลูกค้าในการสั่งซื้อครั้งแรก (ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวที่ร่วมโปรแกรมจะมีคะแนนระบุอยู่ สินค้าเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ System, Application, and Server ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Server ในรูปแบบโปรแกรม Open Volume จะต้องเลือกซื้อสินค้าในกลุ่ม Server ให้มีคะแนนตั้งแต่ 500 ขึ้นไปในการซื้อครั้งแรก  ยิ่งคะแนนสะสมมากเท่าไร ก็จะยิ่งซื้อได้ในราคาที่ถูกลงต่อหน่วยด้วย สำหรับการซื้อครั้งต่อไป ลูกค้าจะสามารถซื้อเพิ่มเติมจำนวนกี่สิทธิ์ก็ได้ ในราคาเดียวกันตลอดระยะเวลา 2 ปีของอายุสัญญา

 2.1.3) Open Value

คุ้มค่าตามชื่อโปรแกรมเลยครับ สำหรับองค์กรที่ต้องการซื้อสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์พร้อมด้วย Software Insurance (SA) ขั้นต่ำ 5 ลิขสิทธิ์ในการสั่งซื้อครั้งแรก โดยจะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 23% มีรูปแบบการซื้อที่ยืดหยุ่น สะดวก และไม่ยุ่งยาก ให้ทางเลือกในการแบ่งชำระเป็นรายปีหรือเช่าใช้ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟท์ในระยะเวลา 3 ปีของสัญญาโดยไม่มีดอกเบี้ย สามารถเพิ่มหรือลดปริมาณการใช้ซอฟต์แวร์ระหว่างปีได้อีกด้วย

2.2)   Select License

กลุ่มสินค้าประเภทนี้ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์มากกว่า 250 เครื่องขึ้นไป ลูกค้าองค์กรต้องทำสัญญากับ Microsoft โดยประมาณการการใช้ซอฟต์แวร์เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งสามารถสั่งซื้อสินค้าจากทางตัวแทนจำหน่ายของ Microsoft ได้ ลูกค้าจะได้ส่วนลดจากการซื้อจำนวนมาก (ได้สินค้าในราคาถูกกว่าแบบ Open License ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ปริมาณการใช้ผลิตภัณฑ์ในระยะเวลา 3 ปี โดยการคิดคะแนนของผลิตภัณฑ์ในแต่ละกลุ่ม) โปรแกรม Select License นี้เหมาะกับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีสาขาจำนวนมาก อาจจะเป็นในลักษณะของบริษัทข้ามชาติ องค์กรภาคการศึกษาหรือองค์กรภาครัฐ ซึ่งจะมีสิทธิประโยชน์มากมายอาทิเช่น สิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นต่ำกว่า (Downgrade Rights), สิทธิในการใช้งานข้ามภาษา (Cross Language Rights), การบริหารจัดการซอฟต์แวร์ เป็นต้น

2.3)   Select Plus

เป็นโปรแกรมการจำหน่ายซอฟต์แวร์ในรูปแบบใหม่ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ต้องการสั่งซื้อซอฟต์แวร์และบริการได้ในทุกระดับหน่วยธุรกิจ แต่ได้รับสิทธิประโยชน์รวมในฐานะเป็นองค์กรเดียว (สำหรับหน่วยงานย่อยหรือสำนักงานสาขาที่ต้องการสั่งซื้อ สามารถลงทะเบียนหน่วยงานเพิ่มเติมได้ โดยยอดการสั่งซื้อจะถูกรวมเข้าด้วยกันทั้งองค์กร ช่วยให้คุณได้รับระดับราคาส่วนลดมากขึ้น) Select Plus กำหนดให้ทำสัญญาเพียงฉบับเดียวครอบคลุมการใช้งานทั้งองค์กร และเป็นสัญญาที่ไม่หมดอายุ จึงไม่ต้องทำสัญญาใหม่หรือต่อสัญญาทุก 3 ปี สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจาก Select Plus อาทิเช่น

– ง่ายต่อกระบวนการจัดซื้อและให้ความยืดหยุ่น
– ได้รับส่วนลดสูงสุดตลอดเวลา ตามปริมาณการซื้อขององค์กร
– สิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กร
– ให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น
– รับสิทธิประโยชน์จาก Software Assurance เต็มเวลา 3 ปี

2.4)   Enterprise Agreement

Microsoft Enterprise Agreement เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของโปรแกรมการจัดซื้อลิขสิทธิ์ สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 250 เครื่องขึ้นไป เหมาะสำหรับองค์กรที่มีการบริหารจัดการระบบจากศูนย์กลาง มีการวางมาตรฐานการใช้งานซอฟต์แวร์ในองค์กร มีการอัพเกรดฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ ในโปรแกรมของ Microsoft Enterprise Agreement ไมโครซอฟท์ได้จัดชุดผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมเบื้องต้น ในราคาที่คุ้มค่า และข้อเสนอจากแบ่งจ่ายรายปี ตลอดช่วงเวลา 3 ปีของอายุสัญญา นอกจากสิทธิประโยชน์ในแง่ของความคุ้มค่าเรื่องราคา การบริหารจัดการ และการชำระเงินแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติม อาทิเช่น สิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นต่ำกว่า (Downgrade Rights), สิทธิในการใช้งานข้ามภาษา (Cross Language Rights), และการบริหารจัดการซอฟต์แวร์

3)       Original Equipment Manufacturer (OEM)

เป็นสิทธิการใช้ซึ่งจำหน่ายให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบคอมพิวเตอร์ สำหรับการติดตั้งไปพร้อมกับการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ ลูกค้าไม่สามารถขอซื้อสิทธิการใช้งานแบบ OEM แยกต่างหากได้ ซอฟต์แวร์แบบ OEM จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง PC หรือเซิร์ฟเวอร์ที่จำหน่ายเท่านั้น ไม่สามารถย้ายซอฟต์แวร์ OEM จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่นได้

4)       Microsoft Services Provider License Agreement (SPLA)

เป็นโปรแกรมที่ทาง Microsoft ออกมาให้สำหรับตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้บริการในรูปแบบเช่าใช้ซอฟต์แวร์กับลูกค้า ลักษณะการให้บริการเป็นแบบรายเดือน จุดเด่นของการบริการในรูปแบบการเช่าใช้ อาทิเช่น ลูกค้าสามารถควบคุมรายจ่ายได้, จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริงในแต่ละเดือน, สิทธิประโยชน์ในการอัพเกรดเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ที่ใช้ได้ทุกเมื่อ, และยังได้รับบริการดูแลดีๆจากทางตัวแทนจำหน่ายอย่าง Onestopware อีกด้วย

#Onestopware
www.onestopware.com
เราขาย Server และ Software ที่ให้คุณมากกว่าคำว่าถูก

ทิ้งคำตอบไว้