SATA vs SAS ซื้ออันไหนดีนะ?

0
6277

ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งโต๊ะ(Desktop)หรือโน๊ตบุ๊ค(Laptop) เราควรจะรู้จักฮาร์ดแวร์ภายในเครื่อง และฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งคือ ฮาร์ดไดรฟ์ (Hard drive) ฮาร์ดไดรฟ์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฮาร์ดดิสค์ ซึ่งมันมีที่มีหน้าที่บันทึกข้อมูล ฮาร์ดไดรฟ์ หลักๆจะมีสองประเภทคือ SATA (Serial Advanced Technology Attachment) และ SAS (Serial Attached Small Computer System Interface) SATA ราคาถูกกว่า จุไฟล์ได้มากกว่า และใช้กันในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ในทางกลับกัน SAS สามารถอ่านข้อมูลได้เร็วกว่า และส่วนใหญ่ใช้กับเครื่องเซิฟเวอร์ แต่ยังไงเราก็สามารถเอา SATA มาใช้งานกับเครื่องเซิฟเวอร์ได้ หรือเอา SAS มาใช้งานกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แต่มันอาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ฉะนั้นถ้าเราต้องการให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้เต็มที่ เราควรจะรู้จักความแตกต่างระหว่าง ฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองประเภท ต่อไปเราจะมาเปรียบเทียบความแตกต่าง ข้อดี และ ข้อเสีย ของ SAS และ SATA

SATA vs SAS ปริมาณความจุ ตามข้อมูลข้างต้น SATA มีความจุข้อมูลและไฟล์เยอะกว่า SAS ฮาร์ดไดรฟ์ SATA ความจุ 1TB หาซื้อได้ง่ายกว่าแบบ SAS ที่มีความจุเท่ากัน ราคาของ ฮาร์ดไดรฟ์ SATA ก็ไม่ค่อยแพง ราคาของ SATA ความจุ 1TB ก็จะประมาณ 3500 บาท หรือถูกกว่านั้น ถ้ามีงบจำกัด และต้องการฮาร์ดไดรฟ์ที่เก็บข้อมูลได้เยอะๆ ก็ควรจะซื้อ ฮาร์ดไดรฟ์ SATA
SATA vs SAS ความเร็ว ถ้าเราเปรียบเทียบความเร็วของฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองแบบ ฮาร์ดไดรฟ์ SAS จะเร็วกว่าแบบ SATA เพราะฮาร์ดไดรฟ์ SAS มีค่า rpm (จำนวนรอบต่อนาที) ที่สูงกว่าทำให้ฮาร์ดไดรฟ์ SAS ค้นหาและอ่านไฟล์ ได้เร็วกว่าแบบ SATA ฮาร์ดไดรฟ์ SAS มีความเร็วตั้งแต่ 7200rpm ถึง 15000rpm แต่ฮาร์ดไดรฟ์ SATA มีความเร็วแค่ 5400rpm ถึง 7200rpm ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับเครื่องเซิฟเวอร์เพราะความเร็วในการรับส่งข้อมูลหลักๆขึ้นอยู่กับความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลของฮาร์ดไดรฟ์
SATA vs SAS ประหยัดพลังงาน ฮาร์ดไดรฟ์ SAS ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับเครื่องเซิฟเวอร์ แต่ ฮาร์ดไดรฟ์ SATA ออกแบบมาสำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป ฮาร์ดไดรฟ์ SAS จึงใช้พลังงานมากกว่าถึงเท่าตัวของฮาร์ดไดรฟ์ SATA
SATA vs SAS ความทนทาน ความทนทานของฮาร์ดแวร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันคุ้มกว่าถ้าเราซื้อฮาร์ดแวร์ที่มีราคาแพงแล้วใช้งานได้นานๆ เทียบกับฮาร์ดแวร์ที่มีราคาถูก แต่ใช้งานได้ไม่นานก็เกิดปัญหา แล้วก็ต้องไปซื้อใหม่ การทดสอบความทนทานของฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองแบบแสดงให้เห็นว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SAS ทนทานกว่า เพราะสามารถการใช้งานได้มากกว่าล้านชั่วโมงที่อุณหภูมิสูง(ประมาณ 45°C) โดยที่ความเร็วไม่ลดลง ส่วนฮาร์ดไดรฟ์ SATA ผลที่ออกมาไกล้เคียงกัน แต่ความเร็วจะลดลงมากเมื่ออุณภูมิสูงขึ้นถึงขีดจำกัด และถ้าใช้งานนานๆภายใต้อุณหภูมิสูง อาจทำให้ฮาร์ดไดรฟ์ได้รับความเสียหายถาวร และไฟล์ที่บันทึกใว้สูญหายได้ ซึ่งไม่เกิดขึ้นระหว่างทดสอบ ฮาร์ดไดรฟ์ SAS สรุปได้ว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SAS ทนทานการใช้งานหนักๆได้ดีกว่าแบบ SATA
SATA vs SAS อัตรา Hard Error Hard Error หมายถึง Error ที่เกิดขึ้นเวลาฮาร์ดไดรฟ์พยายามอ่านข้อมูลที่บันทึกใว้แต่ไม่สามารถอ่านได้ โดยทั่วไป Hard Error มักจะเกิดมาจาก Bad Sector หรือพื้นที่บนฮาร์ดไดรฟ์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ความสามารถของฮาร์ดไดรฟ์ลดลง
ผลการทดสอบของ ฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองแบบทำให้เห็นว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SATA มีอัตรา Hard Error ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับแบบ SAS, และฮาร์ดไดรฟ์ SATA มี Bad Sector เกิดขึ้นมากกว่า แต่เวอร์ชั่นใหม่ๆของ SATA อย่าง SATA-2 หรือ SATA-3 ลดอัตรา Hard Error และการเกิด Bad Sector ที่ลดลงไปมาก แต่ก็ยังมากกว่าเมื่อเทียบกับฮาร์ดไดรฟ์แบบ SAS. สรุปได้ว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SAS ได้เปรียบในการหลีกเลี่ยง Hard Error หรือ Bad Sector
SATA vs SAS การเชื่อมต่อและรองรับอุปกรณ์รุ่นเก่า
 ฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองแบบมีสายเคเบิ้ลสำหรับเชื่อมต่อกับ Power Supply ฮาร์ดไดรฟ์ SAS มีสายเคเบิ้ลที่ยาวกว่า (ยาวที่สุด 10 ฟุต) แต่แบบ SATA มีสายยาวที่สุดเพียงแค่ 3 ฟุต ขั่วต่อสายไฟของ SAS มีตั้งแต่ 26pin ถึง 36pin ทำให้มันสามารถรองรับสายเคเบิ้ลของ SATA และรุ่นใหม่ๆอย่าง SATA-2 และ SATA-3 ได้ แต่ขั่วต่อสายไฟของ SATA ไม่สามารถรองรับเคเบิ้ลสำหรับ SAS ได้ แต่ใช้งานกับ SATA-2 และ SATA-3 ได้ สรุปได้ว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SAS มีความสามารถในการเชื่อมต่อและรองรับกับอุปกรณ์รุ่นเก่า มากกว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SATA
หลังจากที่อ่านการเปรียบเทียบด้านบนแล้ว จะเห็นได้ว่า ฮาร์ดไดรฟ์แบบ SAS ได้เปรียบทั้งด้าน ความเร็วที่สุงกว่า อัตรา Hard Error ที่ต่ำกว่า และทนทานการใช้งานหนักๆได้ดีกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่มันจะถูกเลือกใช้เป็นหลักสำหรับเครื่องเซิฟเวอร์ แต่ถึงแม้ว่า ฮาร์ดไดรฟ์ SAS จะได้เปรียบฮาร์ดไดรฟ์ SATA ในหลายด้าน แต่มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน อย่างเช่น ฮาร์ดไดรฟ์ SAS นั่นส่วนใหญ่ใช้กับเครื่องเซิฟเวอร์ เพราะความได้เปรียบที่แสดงให้เห็นด้านบน ฮาร์ดไดรฟ์  ถึงแม้จะด้อยกว่าเมื่อเทียบกับ ฮาร์ดไดรฟ์แบบ SAS แต่ก็ยังถูกนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไป เพราะ มันถูกกว่า หาซื้อง่าย และจุข้อมูลได้มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปต้องการ ไม่ว่าเราจะเลือก ฮาร์ดไดรฟ์แบบไหน เราจำเป็นจะต้องรู้ข้อดีและข้อเสียของฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองแบบ และเราควรจะรู้ถึงข้อสำคัญอื่นๆด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ของเราสามารถรองรับมันได้หรือไม่ (ฮาร์ดไดรฟ์ SATA/SAS บางครั้งใช้งานกับฮาร์ดแวร์อื่นๆภายในคอมพิวเตอร์ได้) หากเราใช้เวลาสักนิดในศึกษาหาข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงเราจะได้ผลดีจากข้อได้เปรียบด้านบน แต่เรายังสามารถประหยัดเวลาและเงินได้ด้วย

ทิ้งคำตอบไว้